บทที่ 2 คราวนี้… คงตายแน่แล้ว

ทันทีที่ร่างของฉางซีถูกผลักออกไป นางก็รับรู้ได้ถึงแรงลมเย็นจัดที่ปะทะเข้ากับกาย

ลมนั้นเย็นเยียบจนแทบกลืนกินลมหายใจ ความหนาวเหน็บแทรกซึมลึกถึงแก่นกระดูก ราวกับต้องการแช่แข็งทุกหยดเลือดในร่าง

ยามนี้นางไร้ซึ่งพลังวิญญาณ ไร้พลังเทพ ไม่ต่างอันใดกับมนุษย์ขี้โรคผู้หนึ่ง

ลมเย็นเพียงนี้… ร่างกายของนางแทบจะขาดใจตายเสียให้ได้

ปั๊ก!

ร่างของฉางซีร่วงลงสู่ก้นเหว

ระหว่างที่ร่างหล่นดิ่ง นางคิดเพียงอย่างเดียว คราวนี้… คงตายแน่แล้ว

ที่นี่ไม่มีแสง

ไม่มีทางรอด

มีเพียงความมืดมิดที่กลืนกินทุกสิ่ง

ทว่า…

ไม่!

นางยังไม่ตาย

ร่างของฉางซีกระแทกเข้ากับบางสิ่งบางอย่าง สิ่งนั้นนุ่มนิ่มอย่างประหลาด แถมยังแผ่ไออุ่นจาง ๆ ออกมา ทำให้ร่างกายที่ผ่านความหนาวเหน็บแทบขาดใจ พลันรู้สึกอบอุ่นขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

นางขยับตัวช้า ๆ ก่อนจะเบียดกายเข้าไปกอดสิ่งนั้นไว้โดยไม่รู้ตัว

ยามนี้ สมองที่เลือนรางของนางตั้งชื่อให้มันอย่างง่ายดาย ‘ก้อนพลังงาน’

มือของฉางซีค่อย ๆ คลำไปทั่วก้อนพลังงานนั้น รูปร่างของมันกลับคล้ายบางสิ่งที่นางคุ้นเคย คล้าย… กายหยาบของผู้ใดผู้หนึ่ง

นางพยายามลืมตาขึ้น แต่ความมืดมิดในเหวอเวจีทำให้นางมองไม่เห็นสิ่งใดเลย

เมื่อดวงตาไร้ประโยชน์ มือของนางจึงยิ่งพยายามคลำค้นมากขึ้น

“เหตุใด… รูปร่างคล้ายกายหยาบของข้า จะว่าเหมือนก็เหมือน แต่ก็ไม่เหมือนทั้งหมด” นางพึมพำเสียงแผ่ว “มนุษย์หรือ …หรือเป็นสิ่งมีชีวิตใดกัน ข้าทับขนาดนี้ ยังไม่ขยับเลย คงไม่ใช่สิ่งมีชีวิตกระมัง”

ลมหายใจของนางเริ่มติดขัด ความหิวและความอ่อนล้าถาโถมเข้ามาพร้อมกัน

“ยามนี้ร่างกายข้าอ่อนแรงนัก… และหิวเหลือเกิน …ขอกินประทังชีวิตสักหน่อยแล้วกัน…”

ฉางซีเค้นเสียงออกมา ก่อนจะฝืนอ้าปาก แล้วงับลงไปบนก้อนพลังงานนั้น

สัมผัสแรกที่ฟันแตะต้องคือความนุ่มของผิวสัมผัส กลิ่นอายของเขานั้นหอม แต่เหมือน เหมือนอะไรสักอย่างที่คุ้นเคย แต่ก็นึกไม่ออก จากนั้นของเหลวอุ่น ๆ ก็ไหลเข้าสู่ปาก แม้นางจะไม่รับรู้รสชาติใดเป็นพิเศษ ทว่ามันกลับหล่อเลี้ยงร่างกายที่ใกล้ดับสูญได้อย่างประหลาด

มันคืออาหารหนึ่งเดียวที่นางมีในเวลานี้

ทว่า สิ่งหนึ่งที่ฉางซีไม่รู้ก็คือ ทันทีที่ฟันของนางกัดลงไป ดวงตาของสิ่งที่นางเรียกว่า ก้อนพลังงาน พลันเบิกกว้างขึ้น

ร่างนั้นแข็งค้าง นิ่งอึ้ง ราวกับไม่อาจเชื่อในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น

จนกระทั่งฉางซีรู้สึกอิ่ม และค่อย ๆ ผละริมฝีปากออกมา

“สมกับชื่อเจ้าก้อนพลังงานจริง ๆ ดื่มกินเพียงเล็กน้อย กลับรู้สึกมีพลังขึ้นมา”

นางกล่าวพลางเช็ดมุมปากเบา ๆ

ทว่ายามที่นางกำลังจะขยับตัวออกห่าง สิ่งนั้นกลับขยับเป็นครั้งแรก

แขนหนึ่ง… หรือบางสิ่งที่คล้ายแขน กลับรั้งร่างของนางเอาไว้แน่น บังคับให้นางแนบชิดอยู่ที่เดิม

หัวใจของฉางซีกระตุกวูบ

“ปล่อยข้านะ!” เสียงตะโกนของนางดังก้องในความมืด

ขณะเดียวกัน… ความเงียบของเหวอเวจี ก็เหมือนจะเริ่ม มีลมหายใจ ขึ้นมาเป็นครั้งแรก

“เจ้าคือผู้ใด”

เสียงจาก ก้อนพลังงาน ดังขึ้นอย่างกะทันหัน ทุ้มต่ำและใกล้เสียจนฉางซีรู้สึกได้ถึงลมหายใจที่รดรินอยู่ไม่ไกล

ฉางซีเบิกตากว้าง หัวใจเต้นแรง ก่อนจะโพล่งถามกลับแทบจะในทันที

“เจ้าคือผู้ใด!”

“ข้าถามเจ้าก่อน” น้ำเสียงนั้นเรียบนิ่ง หากแฝงแรงกดดันอย่างประหลาด

ฉางซีชะงัก คำพูดติดค้างอยู่ที่ริมฝีปาก

“ขะ… ข้า…” นางลังเล สมองหมุนเร็วราวกับกำลังหนีตาย “แม้ข้าจะถามเจ้าทีหลัง แต่เจ้าก็ควรตอบข้าก่อนไม่ใช่หรือ”

“อ่อ… เช่นนั้นหรือ?”

เจ้าก้อนพลังงานขานรับอย่างไม่เร่งรีบ ก่อนจะเงียบไปชั่วครู่ ความเงียบนั้นยืดยาวจนฉางซีแทบกลั้นหายใจ แล้วเสียงนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง

“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ลืมตาขึ้นมา ข้าก็นอนอยู่ที่นี่แล้ว”

หัวใจของฉางซีหล่นวูบ

ที่นี่คือ เหวอเวจี สถานที่ซึ่งไม่ควรจะมีสิ่งมีชีวิตทั่วไปใดดำรงชีวิตอยู่ได้

ความทรงจำหนึ่งผุดขึ้นมาอย่างฉับพลัน เมื่อหลายเดือนก่อน เผ่าเทพบุกเผ่ามาร นางเคยผนึกมารน้อยเอาไว้ ณ เหวแห่งนี้

หรือว่า…

บทก่อนหน้า
บทถัดไป